เรื่องของเส้นทางสายไหมที่เราได้ทำรายการเชื่อมเส้นทางให้ครบ จากเมืองชางอานของจีนที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมไปจนถึงเมืองกุนจารับ ของ ปากีสถานที่เป็นจุดเปลี่ยนจาก เอเชียสู่ยุโรป ตลอดเส้นทางเราพบสิ่งที่อยากเห็น และไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นหลายๆ อย่าง แล้วก็ดีใจที่ได้เห็นและอยากให้ท่านได้เห็นเหมือนกันบ้าง เป็นที่ทราบกันมาว่า ผ้าไหมนับเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดและมีมาคู่กับเส้นทางสายไหมนับแต่ โบราณและที่เราได้พบคือ ความเหมือนของผ้าไหมตามเมืองต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทางสายนี้ ภายถ่ายที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อุซเบกิสถาน ผ้าที่จัดแสดงเป็นผ้าไหมคุณภาพดีที่สุด เรียกว่า อับระ (Abr) ผ้าไหมของอุซเบมีหลายแบบตั้งแต่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงงาน พิธีหรือวาระสำคัญในชีวิต แล้วก็งานเฉลิมฉลองต่างๆ ส่วนเสื้อของนางแบบ ที่สวมอยู่ ตัดจากผ้าไหมที่ซื้อมาจากเมืองโคตาน (Khotan) มณฑลซินเกียงของจีนโน้น เราก็เลยถ่ายรูปมาเป็นพยานเทียบกันระหว่างไหมอุซเบ V.S. ไหมโคตาน ความเหมือนของผ้าไหมจากทั้ง 2 เมืองที่ห่างไกลหลายหมื่นลี้นี้ทำให้เราอยาก เล่าความเป็นมาเพิ่มเติม กรุณาดูภาพประกอบเล็กน้อย เพื่อกันความสับสนมันเหมือนกันจริงๆ แต่เดิมทีจีนเป็นชาติแรกที่ผลิตผ้าไหมนับแต่ราชวงศ์ชาง (Shang) มาตั้งแต่เมื่อ 4,000 ปีที่แล้วมา เรื่องเลี้ยงไหมปลูกหมอน เอารังมาทอผ้าจึงเป็นความลับที่สุด ที่จักรพรรดิจีนห้ามราษฎร แพร่งพรายเป็นอันขาด ถึงแม้กษัตริย์เมืองอื่นจะพยายามหาทางล้วงความลับเรื่องผ้าไหมนี้ก็ไม่สำเร็จ แต่แล้วความลับก็มิอาจปกปิดได้ มีเรื่องเล่าว่า ในครั้งที่จักรพรรดิจีนพระราชทานเจ้าหญิง (ไม่แจ้งว่าเป็นลูกหรือหลาน) ให้กษัตริย์แห่งเมืองโคตาน ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ไกลปีนเที่ยงแต่ร่ำรวยยิ่งนัก เพราะเป็นแหล่งหยกชั้นเยี่ยมมาจนถึงปัจจุบัน กษัตริย์โคตานเลยแอบเจราจาลับกับว่าที่เจ้าสาวว่า หากเจ้าหญิงจริงใจกับพระองค์แล้วขอ ให้ช่วยนำความรู้เรื่องไหมมาปัดตะนาที่เมืองโคตานด้วย ดังนั้น เจ้าหญิงจีนจึงเอารังไหมและเมล็ดต้นหม่อนขาวซ่อนมา ในมงกุฎเมื่อ ออกเดินทางจากนครชางอานสู่โคตาน ด้วยประการละฉะนี้แล ความลับเรื่องไหมจึงถูกเปิดเผย เดิมเรื่องนี้เป็นตำนานเล่าต่อๆ กันมา แต่มาเจอะหลักฐานที่เป็นเรื่องจริงเข้าหลังจากที่เซอร์ออเรียล สไตน์ (Aurel Stein) นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ค้นพบแผ่นไม้สลักที่เมืองโบราณดันดันออลิก (Dandan Olilik) อายุประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 4 สลักเป็นภาพเจ้าหญิงจีนสวมมงกูฏ มีนางกำนันอยู่ข้างๆ ชี้ที่มงกุฎที่เป็นที่ซ่อนรังไหมและเมล็ดหม่อน ส่วนรูปต่อมาเป็นภาพเจ้าหญิงกับตะกร้าใส่รังไหม แสดงถึงผลว่า หลังจากที่ลักลอบเอาไหมที่โคตานแล้ว ก็ประสบความ สำเร็จด้วยดี เมืองที่พบแผ่นไม้นี้ก็อยู่ไม่ไกลจากเมืองโคตานปัจจุบัน หลังจากความลับแตก วิธีการผลิตผ้าไหมก็กระจายไปสู่เมืองต่างๆ ที่ปลูกต้นหม่อนสำหรับที่ใช้เลี้ยงไหม โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโคตานนี้เอง ผ้าไหมได้กลายเป็นสินค้าที่ส่งออกของโคตานไปเลยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 การผลิตผ้าไหมก็ขยายตัวไปยังเมืองอื่นในพื้นที่เอเซียกลาง อย่างค่อยเป็นค่อยไปนับเวลาเกินร้อยปี จนถึงยุคกษัตริย์ติมูร์ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงนำเอาการผลิตผ้าไหมตามแบบโคตานมาสู่อุซเบกอย่างเป็นหลักฐาน และกลายเป็นสินค้าออกจริงๆ ในสมัยของซาห์ มูริด (Shah Murad) เมื่อ ค.ศ.1770 เริ่มทำที่หมู่บ้านซาราฟาซาน (Zarafasha) อยู่ทางเหนือของเมืองบูดารา นี้คือเหตุที่ว่า ทำไมผ้าไหมจากเมืองต่างๆ บนเส้นทางสายไหมจึงเหมือนกันทั้งลวดลาย สีสัน ทั้งที่แต่ละเมืองอยู่ห่างไกลกัน เมื่อเริ่มผลิตผ้าไหมในเอเชียกลางนั้นทำให้ในหมู่ผู้บริหาร ก็เลยเรียกว่า พอดโชกีห ์ (Podshokhi) แปลว่าเสื้อของจักรพรรดิ ส่วนคำว่าอับระ เป็นคำใช้เรียกผ้าไหม มาจากภาษาเปอร์เซีย แปลว่า เหมือนเมฆ คุณสมบัติพิเศษของผ้าไหมนอกด่านนคร ชางอาน คือบางเบา ขอบไม่หนา และสีสรรแสบตา การทำลายของผ้าไหมเอเซียกลางมาจากการมัดหมี่คล้ายมัดหมี่ไทยนี้แหละ เพียงทำลายใหญ่มากเพราะกี่ทอโตมาก กี่อุซเบกกว้างตั้งเกือบ 2 เมตร แล้วก็ยาวปรี๊ด ดูที่ภาพจะเห็นเส้นไหมถูกผูกปลายยาวอยู่ด้านหลังนางแบบ เป็นกี่ของเมืองโคตาน ยาวดีเนอะ การผูกลายของแถวนี้จะมีช่างทำต่างหากเรียกว่า นิชอนซาน (Nishonzan) วิธีผูกต่างกับของเรานิดหน่อย คือช่างใช้ถ่านเขียนลายบนเส้นไหมก่อนจะผูก ผ้าไหมที่นี้ ต้องมี 7 สีเป็นอย่างน้อย ถ้าให้เยี่ยมต้องมี 9 ส ี ส่วนลายก็พัฒนามาจากสิ่งแวดล้อมกับความคิดสร้างสรรค์อย่างลายเขาแกะ แมงป่อง ดอกทิวลิป (ดอกทิวลิปมีกำเนิดอยู่ที่คาซักสถานในเอเชียกลาง แต่ดัชท์เอาสร้างชื่อเสียง เอาไว้ถ่ายรูปได้เมื่อไหร่จะเล่าให้ฟัง) ส่วนลายสร้างสรรค์เป็นลายเรขาคณิต ซิกแซก ข้าวหลามตัด โดยเฉพาะลายนี้ชาวบ้านนิยมมาก ลายกับสีผ้ายังบอกถึงถิ่นที่ผลิตอีกด้วย อย่างเมืองบูคคาราในนิยมทอสีเหลืองกับแดงเป็นหลัก ผ้าจากที่ราบเฟอร์กานาชอบผูกลายซิกแซก ส่วนเมืองซามาร์คานเป็นลายบล็อก เมื่อครั้งรัสเซียเข้ามายึด เอเชียกลางไว้ได้ ผ้าไหมที่นี้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมไปเลย
|