พม่า
พม่า- ย่างกุ้ง –สิเรียม- หงสาวดี-พระธาตุอินทร์แขวน (6 วัน)

 กำหนดการเดินทาง

Day-1                                กรุงเทพฯ - ย่างกุ้ง –หงสาวดี - พระธาตุอินทร์แขวน
06:00   

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกชั้น# 4 ทางเข้าหมายเลข# 4  (Entrance # 4) Row # J สายการบินไทย Thai Airways

08:00   

ออกเดินทางโดยสายการบิน Thai Airways  เที่ยวบินที่ TG 303 [1:20 ชม.]

08:45 ถึงสนามบินเมงกะลาโดง เมืองย่างกุ้ง (Yangon) หลังผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองแล้ว นำท่านออกเดินทางไปหงสาวดี [84 กม.,1:30 ชม.]  ผ่านสุสานสัมพันธมิตรยุคที่รบกับญี่ปุ่นครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 สุสานนี้สร้าง  เป็นแบบเดียวกับสุสานสัมพันธมิตรที่จังหวัดกาญจนบุรีของเรา แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ถึงหงสาวดีแล้วนมัสการ  เจดีย์ชเวมอดอ (Shwemawdaw Pagoda) ซึ่งคนไทยนิยมเรียกว่า พระมหาเจดีย์มุเตา  เป็นเจดีย์ใหญ่คู่บ้านคู่เมืองหงสาวดี เป็นที่เคารพสักการะของทั้งชาวมอญ พม่ามาช้านาน ฟังพงศาวดารของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ที่เข้าพิธีเจาะพระกรรณที่พระเจดีย์แห่งนี้ รวมทั้งเรื่องราวที่พระเจ้าบุเรงนองแกะเอามณีประดับมงกุฎถวายเป็นพุทธบูชาพระเจดีย์นี้ด้วย
เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง

บ่าย ออกเดินทางต่อไปยังเมืองเจติโย (Kyaikhtiyo) [110 กม.,3:30 ชม.] หลังจากนั้นเราจะขึ้นสู่ยอดดอยอันเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุอินทร์แขวน ชาวบ้านธรรมดาจะต้องเดินขึ้นไปบนยอดดอยนี้โดยใช้เวลาเกือบ 1 วัน แต่เพื่อย่นย่อระยะทาง เราจะขึ้นรถบรรทุกทหารซึ่งเป็นพาหนะเพียงอย่างเดียวที่จะพาเราขึ้นสู่ยอดดอยแห่งนี้ได้ ระหว่างทางท่านจะมองเห็นภูมิประเทศที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่มีพันธ์ไม้นานาชนิด เมื่อถึงยอดดอยแล้วเราจะต้องเดินเท้าต่อขึ้นไป หรือท่านที่ต้องการความสะดวกสบาย ก็จะเลือกนั่งเสลียงให้คนแบกหามขึ้นไปก็ได้ (ชำระค่าแบกเสลี่ยงเอง ไม่รวมอยู่ในราคาทัวร์) เข้าสู่ที่พักซึ่งเป็นเรือนรับรองตั้งอยู่ริมหน้าผา มองเห็นองค์พระธาตุซึ่งแสงแดดยามบ่ายคล้อยจะขับองค์พระธาตุที่สุกปลั่งเป็นทอง งดงามอร่ามตา
เราจะพากันเดินไปยังองค์พระธาตุอินทร์แขวน [500 เมตร.,45 นาที.] เป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานอยู่บนก้อนหิน ซึ่งตั้งอยู่บนเขาที่ชะโงกง้ำล้ำออกไปในหน้าผาราวกับพระอินทร์เอามาแขวนไว้ ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นความมหัศจรรย์ที่ก้อนหินสามารถตั้งอยู่ได้โดยไม่ตกลงมา ท่านจะได้เห็นศรัทธาของชาวบ้านที่พากันเดินขึ้นมาบนดอยนี้เป็นวันๆ เพื่อนมัสการพระธาตุให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต บนลานของพระธาตุจะคร่ำคร่าไปด้วยผู้คน แม้เวลาจะล่วงเลยดึกดื่นเพียงไร เรามีเวลาดื่มด่ำกับความงามและบรรยากาศของผู้คนที่นั่งสวดมนต์ภาวนารายรอบองค์พระธาตุตลอดทั้งคืน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
ที่พัก:

Kyaikhto Hotel  หรือเทียบเท่า 2*   

Day-2

พระธาตุอินทร์แขวน- หงสาวดี–ย่างกุ้ง

เช้า

รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
สำหรับท่านที่ตื่นแต่เช้าจะมีโอกาสได้ชื่นชมกับพระธาตุอินทร์แขวนยามรุ่งอรุณอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านต้องการ จะตักบาตรร่วมกับชาวบ้านที่นำอาหารแห้ง,สดมาใส่บาตรตามศรัทธาก็ได้ ชาวบ้านจะเริ่มทะยอยลงจากยอดดอย แต่เราจะลงจากยอดดอยด้วยรถกระบะ แล้วขึ้นรถของเราเพื่อเดินทางต่อไปหงสาวดี  [194 กม.,5 ชม.]

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง

บ่าย ชมวัดและโบราณสถานที่สำคัญในหงสาวดี ได้แก่ วัดมหาเจดีย์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นบริเวณที่พระนเรศวรทรงชน  ไก่กับพระมหาอุปราช วัดชเวทาลยอง ซึ่งประดิษฐานพระนอนขนาดใหญ่ที่สุดของพม่า  ชมวัดใจปุน มีพระนั่งขนาดใหญ่ 4 ทิศ แทนพระพุทธเจ้าที่มีมาในอดีต 4 พระองค์
แล้วเราจะได้ไปชมสถานที่ซึ่งมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของไทย คือ บริเวณที่เคยเป็นพระราชวังของพระเจ้าบุเรงนอง เชื่อว่าพระนเรศวรมหาราชต้องเตยประทับอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในบริเวณพระราชวังนี้ ปัจจุบันกรมศิลปากรพม่าได้ทำการขุดค้นฐานของพระราชวัง แล้วก่อสร้างตัวอาคาร จำลองบรรยากาศของพระราชวังในสมัยก่อน
ได้เวลาแล้วเดินทางสู่เมืองย่างกุ้ง [84 กม.,1:30 ชม.] 
เดินทางไปยังมหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) ซึ่งไม่เพียงเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาของเหล่าพสกนิกรชาว  พุทธในพม่า แต่ยังเป็นประดิษฐ์กรรมที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ พระเจดีย์น้ำได้รับการบูรณะและต่อเติมโดยกษัตริย์หลายรัชกาล องค์เจดีย์ห่อหุ้มด้วยแผ่นทองคำทั้งหมด แผ่นทองทั้งหลายนั้นมีที่มาจากไหน หรือจะเป็นทองที่ลอกมาแต่ครั้งพม่าตีกรุงศรีอยุธยา เราจะไขปัญหานี้ให้ทราบกันท่านจะได้ชมความงามของวิหารทิศทำเป็นศาลาโถง ครอบด้วยหลังคาทรงปราสาทซ้อนเป็นชั้นๆ ที่เรียกว่าพญาธาตุรายรอบองค์พระเจดีย์ งานศิลปะและสถาปัตยกรรมทุกชิ้นที่กอปรกันขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของพุทธเจดีย์ล้วนมีตำนานและภูมิหลังความเป็นมาทั้งสิ้น ชมระฆังสำริด ใบใหญ่ที่อังกฤษพยายามที่จะเอาไป แต่เกิดพลัดตกแม่น้ำย่างกุ้งเสียก่อน อังกฤษกู้เท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น ภายหลังชาวพม่าช่วยกันกู้ขึ้นมาแขวนไว้ที่เดิมได้ จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของคนพม่า และท่านจะได้ตีระฆังสมปรารถนา ซึ่งชาวพม่าถือว่าเป็นระฆังศักดิ์สิทธิ์ ให้ตีระฆัง 3 ครั้ง แล้วอธิษฐานขออะไรก็จะได้รับพรสมปรารถนา นอกจากนั้นเราจะขอเชิญให้ท่านสรงน้ำพระพุทธรูปประจำวันเกิด ซึ่งประดิษฐานกระจายอยู่รอบฐานพระเจดีย์ ชาวพม่านิยมไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากอง และนั่งสมาธิในเวลากลางคืนเนื่องจากแดดร่มเย็นสบาย แสงไฟที่ส่องกระทบพระเจดีย์ทองเป็นประกายงดงามจะเป็นภาพที่ประทับอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม 
ค่ำ

รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคารพื้นเมือง

ที่พัก

Parkroyal Hotel หรือเทียบเท่า 4* [ http://www.parkroyalhotels.com/en/hotels/myanmar/yangon/parkroyal/index.html ]

Day-3

  ย่างกุ้ง – พุกาม

เช้า

อาหารเช้าในโรงแรม แล้วเดินทางไปสนามบิน

06:00

ออกเดินทางโดยสายการบิน Air Mandalay เที่ยวบินที่ 6T 401  สู่เมืองพุกาม [1:20 ชม.]

07:20 ถึงเมืองพุกามแล้ว เริ่มนำชมเมืองพุกาม ซึ่งมีโบราณสถานที่อาจจำแนกได้อย่างกว้าง ๆ 2 ประเภท คือ ประเภทที่เห็นสถูปเจดีย์ และประเภทที่เป็นวิหาร ส่วนที่รอดพ้นจากภัยแผ่นดินไหว และการกัดเซาะของแม่น้ำอิระวดีมีอยู่ไม่น้อยกว่า 2,000 แห่ง สมแล้วที่เมืองนี้จะถูกขนานนามว่าเป็น"ดินแดนแห่งป่าพระเจดีย์" เราจะเลือกชมเฉพาะที่มีความสำคัญและสวยงามสมบูรณ์ โดยเริ่มจากสถูปที่ขึ้นชื่อและจะต้องไปเยี่ยมชม คือ ชเวชีโกง (Shwezigon) ซึ่งเป็นเจดีย์เก่าแก่มีอายุกว่า 900 ปีขึ้นไป ภายในเชื่อว่าประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากพระสรีระหลายส่วน ทั้งที่เป็นธาตุจากไหปลาร้า พระนาลาฎตลอดจนพระเขี้ยวแก้ว พระเจ้าอโนรธา ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอณาจักรพุกาม สามารถสร้างพุกามให้เป็นปึกแผ่นและขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวางจดดินแดนอิระวดีตอนล่างและฝั่งสมุทร โปรดให้สร้างเจดีย์นี้ขึ้นแต่ไม่แล้วเสร็จในรัชสมัยของพระองค์ รัชกาลต่อมาคือ พระเจ้าจานสิตาได้โปรดให้สร้างมหาเจดีย์จนแล้วเสร็จ แม้จะมีกษัตริย์พม่าสมัยหลัง เช่น พระเจ้าบุเรงนอง และพระเจ้ามังระ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นเพิ่มเติมเป็นพุทธบูชา แต่เชื่อว่าองค์พระเจดีย์ที่ปรากฏแก่สายตาในปัจจุบันยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิม องค์เจดีย์มีขนาดสูงใหญ่ จนต้องแหงนคอตั้งบ่าถ้าจะต้องการชม มีเรื่องเล่ากันว่า กษัตริย์ในสมัยโบราณ เมื่อมานมัสการพระมหาเจดีย์นี้ทรงเครื่องสวมมงกุฎ ถ้าแหงนคอขึ้นดูองค์เจดีย์มงกุฎจะต้องหลุดจากพระเศียร แต่ที่บริเวณฐานพระเจดีย์มีรูน้ำที่เกิดขึ้นมาเอง เมื่อเราก้มลงกราบจะมองเห็นยอดพระเจดีย์ที่สะท้อนจากรูน้ำนี้ พระมหากษัตริย์จึงมองเห็นยอดจากเจดีย์จากภาพสะท้อนที่รูน้ำนี้โดยไม่ต้องแหงนขึ้นมอง ปัจจุบันรูน้ำนั้นยังคงอยู่ ในวัดมหาเจดีย์ชเวชีโกงนี้ยังมีโบราณวัตถุที่มีคุณค่าเก็บรักษาไว้อีกมากมาย เช่น พระพุทธบาท ที่ทำขึ้นในสมัยพุกาม ศิลาจารึก ของพระเจ้าจานสิตา 2 หลัก ซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 เราจะได้ชมระฆังใหญ่ ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองโปรดให้หล่อขึ้นเพื่ออุทิศแก่พระเจดีย์ชเวชีโกง เมื่อคราวยกทัพมาตีพุกามได้ ในปี พ.ศ. 2100 นอกจากนั้นเราจะได้ชม นัด ผีบ้านผีเมือง ซึ่งเป็นคติความเชื่อและนับถือของขาวพม่า รวมจนถึงอาณาจักรล้านนาด้วย จากนั้นเราจะไปชมวัดกะยันสิททาอูมิน (Kyansittha Umin) ซึ่งมีลักษณะเป็นถ้ำ สำหรับการจำศีลภาวนา ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง ภาพพระพุทธองค์เสด็จลงจากดาวดึงส์ หลังจากเสด็จไปเทศน์โปรดพระพุทธมารดา ที่เพดานเหนือประตูทางออกมีลวดลายพระพุทธบาทที่สวยงามมาก นอกจากนั้นยังมีภาพเล่าเรื่องการยกกองทัพมาตีกรุงพุกามของพวกมองโกลอีกด้วยเราจะไปเที่ยวชมวัดและวิหารอื่นๆ ได้แก่ สุลามุนี (Sulamuni Temple) ตัววิหารภายนอกตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบขนาดและลวดลายต่างๆ ส่วนภายในมีภาพเขียนรอบผนัง แบ่งเป็นชั้นๆ วิหารที่โลเมงโล (Htilominlo) ซึ่งแปลตามตัวว่า " เอาฉัตรตั้งกษัตริย์ " โดยมีตำนานเล่าว่าพระเจ้านดองมยา ซึ่งเป็นผู้สร้างวิหารแห่งนี้ได้รับเลือกขึ้นครองราชย์โดยการเสี่ยงทายด้วยฉัตร เรื่องรายละเอียดเป็นอย่างไร เราจะได้รับฟังเมื่อไปถึงวิหารแห่งนี้ ตัววิหารเป็นอาคาร 2 ชั้น มีลายปูนปั้นที่ยังคงร่องรอยสลักเสลาสวยงามให้ได้ชม
เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง

บ่าย ชมวัดอานันทาวิหาร (Ananda Temple) เป็นวิหารที่ขึ้นชื่อได้รับการยกย่องจนเป็นที่รู้จักเหนือวิหารทั้ง  กลาย สร้างโดยพระเจ้าจานสิตา เป็นศาสนสถานที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมช่วงปลายยุคต้นของพุกาม ตัววิหารเป็นทรงสี่เหลี่ยม มียอดเป็นฉัตรทอง มีมุขเด็ด มีลักษณะเดียวกัน ยื่นออกไปทั้ง 4 ด้าน วิหารอานันทานี้มีทางทักษิณถึง 2 ชั้น ตามฝาผนังข้างทางมีซุ้มคูหาเรียงราย ทั้งด้านใน และด้านนอก แต่ละซุ้มตั้งพระพุทธรูปขนาดหน้าตักสักศอกช่องละองค์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ว่า มีถึง 1,800 องค์ เราจะได้ชมพระพุทธรูปยืนขนาดสูงถึง 31 ฟุต ( 10 เมตร ) ที่ประดิษฐานอยู่ที่ซุ้มเคหาทั้ง 4 ทิศ เราจะชี้ชวนให้ท่านชมความอัศจรรย์ของพระพุทธรูปยืน องค์ที่ประดิษฐานอยู่ทางทิศใต้ พระพุทธรูปนี้หากเพ่งดูแต่ห่างจะเห็นพระพักตร์เคร่งขรึม แต่หากเขยิบใกล้เข้าไปสักหน่อยเงยดูหน้าใหม่จะเห็นพระพักตร์นั้นวางเฉย อุเบกขา แลเมื่อเข้าไปใกล้อีก จะเห็นพระพักตร์เดียวกันนั้นเปลี่ยนเป็นแย้มสรวลอยู่ ความแตกต่างนั้นเกิดจากอะไร ท่านจะหาคำตอบได้ด้วยตนเอง เป็นที่น่าสังเกตว่าวิหารอานันทานี้ แม้ภายในจะมีซอกซอยและทางทักษิณถึง 2 ชั้น แต่ไม่มีปัญหาเรื่องทางระบายอากาศ แสดงว่าผู้ออกแบบสร้างวิหารนี้มีอัจฉริยภาพยิ่งที่สามารถจัดอุณหภูมิในวิหารให้เย็นในหน้าร้อนและอบอุ่นในหน้าหนาว ทั้งยังคงทนแข็งแกร่งต่อแผ่นดินไหวซึ่งเป็นภัยธรรมชาติอันสำคัญของแดนพุกาม ใกล้กับอานันทาวิหารนี้ ยังมีวิหารเล็ก ชื่อ วิหารอานันทาออก ยวง  (Ananda Okk Yaung) ภายในมีภาพเขียนที่ยังคงมีสีสันสดใส ชัดเจน โดยเฉพาะสีฟ้าเทอร์คอยส์ ซึ่งเป็นสีที่ต่างไปจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่อื่นๆ รวมทั้งสีส้มและน้ำตาล ภาพเขียนเป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ท่านจะได้เห็นภาพบ้านเรือน การแต่งกาย ตลอดจนการทอผ้าของหญิงชาวบ้าน
วัดต่อไปคือ ดัมมายันจี (Dhammayangyi temple) วิหารที่วัดนี้ได้ชื่อว่า เป็นงานอิฐที่ละเอียดมาก ตามตำนานเล่าว่าในขณะก่อสร้าง พระเจ้านรปติสิถูผู้ดุร้าย ซึ่งเป็นผู้สั่งสร้างวัดนี้ เมื่อไปตรวจงานจะเอาเข็มแทงสอดเข้าไประหว่างช่องว่างของก้อนอิฐที่เรียงกัน ถ้าเข็มสอดเข้าไปได้ คนงานจะต้องถูกลงโทษ
เราจะจบรายการวันนี้ที่เจดีย์ชเวสันดอ (Shwesandaw Pagoda) ซึ่งเป็นเจดีย์สูงเชื่อว่าภายในบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า มีระเบียง 5 ชั้น ให้เราได้ขึ้นไปชมทัศนียภาพของทุ่งพุกามได้ทั่วถึง โดยเฉพาะในเวลาอาทิตย์อัสดง เราจะมองเห็นเจดีย์และวิหารรายระดะไปจนสุดสายตา เมืองพุกามถูกบำรุงรักษาไว้อย่างดี ไม่มีสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ประเภทตึกสูงซ้อนสร้างอยู่ในเขตโบราณเลย ผู้มาเที่ยวพุกามจึงไม่ต่างจากผู้ที่ได้เดินลอดอุโมงค์เวลากลับไปสู่อดีตอันยาวไกลของพม่าก่อนกลับโรงแรม เราจะแวะไปชมและเลือกซื้อเครื่องเขิน (Lacquerware) เป็นสินค้าพื้นถิ่นที่ขึ้นชื่อรู้จักกว้างขวาง  ข้อเด่นของเครื่องเขินเมืองพุกามคือ ความปราณีตและลวดลายที่วิจิตรบรรจง ไม่ว่าจะเป็นของเล็ก เช่น กลัก กล่อง ถาด ไปถึงของใหญ่ เช่น หีบ โต๊ะ ฉาก มีทั้งชนิดที่ทำจากไม้ไผ่สานเสี้ยวบาง และที่ทำจากขนม้า ซึ่งมีคุณสมบัติหยุ่นตัวดีกว่า ถึงขนาดบีบปากทั้งสองข้างชนกันโดยไม่บุบสลาย
ค่ำ รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
ที่พัก:

River View Hotel – Bagan หรือเทียบเท่า  (4*) www.bagan-hotel.com/

Day-4

  พุกาม - มัณฑเลย์ - อมรปุระ –มัณฑเลย์

06:00

รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม แล้วเดินทางไปสนามบิน

07:35

ออกเดินทางโดยสายการบิน Air Mandalay  เที่ยวบินที่ 6T 401 สู่เมืองมัณฑเลย์ [30 นาที]

08:05 ถึงเมืองมัณฑเลย์ (Mandalay) ราชธานีเก่าของพม่า นำท่านไปวัดชเวนันดอ ชมอาคารไม้สักทองสลักเสลาด้วยลวดลายที่งามวิจิตร อาคารนี้เคยเป็นพระตำหนักที่ประทับของพระเจ้ามินดง (Mindon) เมื่อสิ้นพระชนม์ลงแล้ว พระเจ้าทีบอ (Thibaw) (กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า ) ได้รื้อมาถวายวัด ภายในอาคารยังตกแต่งด้วยไม้แกะสลักเล่าเรื่องมหาชาดก 10 ชาติ ที่ยังคงความสมบูรณ์มากที่สุด จากนั้นผ่านชมวัดอตุมาชิ (Atumashi Monastery) สร้างโดยพระเจ้ามินดง เป็นอาคารไม้ตกแต่งด้วยปูนปั้น มีระเบียงรอบถึง 5 ชั้น แตกต่างจากวัดอื่นๆ ที่เป็นทรงพยาธาตุ ต่อมาถูกไฟไหม้หมด ขณะนี้ทางการพม่าได้ก่อสร้างขึ้นมาใหม่ในรูปแบบเดิม เราจะไปชมวัดกุโทดอ (Kuthodaw) ซึ่งพระเจ้ามินดงทรงใช้เป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎก ที่วัดนี้จึงเป็นที่เก็บพระไตรปิฎกที่ใหญ่ที่สุดในโลก พระไตรปิฎกนี้สลักลายบนแผ่นหินขนาดใหญ่ถึง 729 แผ่น แต่ละแผ่นตั้งอยู่โดยมีศาลาคลุม ตั้งเรียงรายเป็นแถวแนวในวัดต่อจากนั้นไปชมพระราชวังมัณฑเลย์ ที่พระเจ้ามินดงทรงสร้างขึ้นเมื่อย้ายราชธานีมาจากอมรปุระ เป็นพระราชวังขนาดใหญ่มีประตูเข้าถึง 12 ประตู บนกำแพงมีอาคารไม้ทรงพยาธาตุสวยงามตั้งไวัรายรอบรวมถึง 48 หลัง ตัวพระราชวังเป็นหมู่อาคารไม้และตึก ประกอบด้วยท้องพระโรง พระที่นั่ง และตำหนักต่างๆ ทั้งหมดถูกไฟไหม้เมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ปัจจุบันทางการพม่าได้จำลองขึ้นใหม่อีกครั้งบนฐานเดิม  ทำให้มองเห็นความเจริญรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยของพระเจ้าทีบอ ท่านจะได้ฟังเรื่องราวของพระนางอเลนันดอ พระนางศุภยลัคที่มีบทบาทอยู่เบื้องหลังบัลลังก์ของพระเจ้าทีบอ ก่อนที่อังกฤษจะบุกเข้ายึดเมืองมัณฑเลย์เป็นการปิดฉากประวัติศาสตร์ราชวงศ์ของพม่าลง
เที่ยง

อาหารกลางวันที่ภัตตาคารริมทะเล

บ่าย เดินทางไปยังอมรปุระ (Amarapura) ซึ่งเป็นเมืองหลวงก่อนที่จะย้ายไปเมืองมัณฑเลย์ นำท่านเข้านมัสการพระมหามัยมุนี ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวพม่าเช่นเดียวกับพระแก้วมรกตของประเทศไทย ชาวพม่าไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดจะต้องหาโอกาสไปกราบนมัสการพระมหามัยมุนีให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต พระมหามัยมุนีเป็นพระสำริดขนาดใหญ่ มีต้นกำเนิดที่เมืองยะไข่ แต่ก็มีกิตติศัพท์เลื่องลือเป็นที่หมายปองของกษัตริย์พม่า เจ้าแผ่นดินพม่าที่มีอานุภาพนับแต่พระเจ้าอโนรธาแห่งพุกาม และพระเจ้าอลองสินธุ ซึ่งตียะไข่ได้พยายามจะขนย้ายพระมหามัยมุนีนี้ขึ้นสู่แดนพม่าเหนือ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จวบจนถึงสมัยพระเจ้าปะดุง (หรือ Bodawpaya) ส่งทัพลงไปยึดยะไข่ได้ และได้เคลื่อนย้ายพระมหามัยมุนีนี้ขึ้นมาประดิษฐานยังกรุงอมรปุระได้สำเร็จ ปรากฏการณ์อันไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำให้พระเจ้าปะดุงได้มาซึ่งพระเกียรติยศซ้ำยังเชื่อมั่นในอานุภาพของตนเอง จึงกรีฑาทัพมาตีกรุงเทพฯ ติดต่อกันถึงสองครั้ง คือในคราวศึกเก้าทัพ ( พ.ศ.2328 ) และศึกรบพม่าที่ท่าดินแดง (พ.ศ.2329 ) แต่ก็ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ ที่วัดพระมหามัยมุนีนี้ยังเป็นที่เก็บรักษาของเก่าหลายชั้น ที่สำคัญโดดเด่นและเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยคือ รูปโลหะหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ 6 รูป ซึ่งเป็นฝีมือช่างเขมรยุคพระนคร เมื่อเจ้าสามพระยากษัตริย์อยุธยายกไปตีเขมรได้ในปี พ.ศ.1974 ได้โปรดให้ขนไปไว้ที่อยุธยา ครั้นต่อมาพระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาได้ขนเอารูปหล่อไปยังกรุงหงสาวดี ต่อมาเมื่อพวกยะไข่เข้าปล้นเมืองหงสาวดีได้ขนรูปหล่อไปเก็บรักษาไว้ ครั้นพระเจ้าปะดุงตีเมืองยะไข่ได้ จึงโปรดให้ขนรูปหล่อขึ้นไปยังกรุงอมรปุระพร้อมกับพระมหามัยมุนี ชาวบ้านทั่วไปเชื่อว่า รูปหล่อนี้ศักดิ์สิทธิ์ถือเคล็ดว่า หากร่างกายส่วนใดเกิดเจ็บปวดให้ไปลูบคลำรูปหล่อตรงบริเวณที่เจ็บปวดนั้น
ต่อจากนั้นพาท่านชมสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก (U Bein Bridge) เชื่อมระหว่า งหมู่บ้าน เราจะลงเรือแจวของชาวบ้านที่มีลักษณะเฉพาะข้ามทะเลสาบตองตะมันไปยังวัดตองตะมันจอกทอคยี (Taugthaman kyauktawgyi) ท่านจะได้ชมจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเชื่อว่าเป็นภาพเขียนที่เขียนขึ้นโดยฝีมือชาวไทยที่หลงเหลืออยู่ตั้งแต่ครั้งถูกกวาดต้อนไปจากกรุงศรีอยุธยาคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ขากลับ เราจะไปดูเจดีย์ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์ไทยที่ถูกพม่าจับตัวไปเป็นเชลย
ก่อนกลับโรงแรมท่านจะมีโอกาสแวะดูโรงงานทอผ้าไหม เครื่องไม้แกะเลือกซื้อผ้าไหมที่ลือชื่อของ มัณฑเลย์ด้วยสีสันและลวดลายที่มีเอกลักษณ์รู้จักกันว่า ผ้าลุนตะยา-อะฉิก
ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ  ณ ภัตตาคาร

ที่พัก:

Sedona Hotel-Mandalay หรือเทียบเท่า (5*)  www.sedonahotels.com.sg/oh_mya_ma_loc.asp

Day-5

มัณฑเลย์ – เฮโฮ – นองชเว

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
08.20 ออกเดินทางโดยสารการบิน Air Mandalay  เที่ยวบินที่ 6T 402 สู่เมือง เฮโฮ [35 นาที]
08:55 ถึงสนามบินเฮโฮ แล้วเดินทางต่อไปเมืองนอชเว ในอดีตเคยเป็นเมืองที่สำคัญ เมืองหนึ่งของรัฐฉาน เพราะตั้งอยู่ริมทะเลสาบอินเลเป็นประตูที่จะเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านต่างๆ  ที่ตั้งลึกเข้าไปในทะเลสาบ เราจะลงเรือวิ่งตัดกลางทะเลสาบไปสู่อีกฝากหนึ่ง  ระหว่างทางเราจะเห็นการพายเรือด้วยเท้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวเลไทใหญ่ในทะเลาสาปอินเล นำท่านขึ้นชมวัดปองดอโด นมัสการบัวเข็มที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่ในทะเลสาบอินเลจะต้องมากราบไหว้และปิดทอง  ความหนาของทองทำให้องค์พระกลายเป็นก้อนกลม ทุกปีจะมีเทศกาลแห่พระบัวเข็มไปยังหมู่บ้านต่างๆ รอบทะเลสาบโดยอัญเชิญลงเรือการะเวก เรือลำนี้จะเก็บอยู่ที่อู่ติดกับวัด
เที่ยง

รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร

บ่าย ลงเรือไปชมแปลงผัก ผลไม้ และดอกไม้ เป็นสวนแบบลอยน้ำ ชาวอินเลมีวิธีการอันชาญฉลาดในการปรับตัวให้กับสภาพแวดล้อม  โดยการทำแพโกยดินและสาหร่ายขึ้นมาเป็นแปลงปลูกผักได้
จากนั้นพาท่านแล่นเรือลัดเลาะเข้าตามไปตามคลอง ขึ้นชมโรงงานขนาดย่อมที่ผลิตผ้าทอ เป็นการทอผ้าแบบเก่าที่ชาวไทใหญ่เรียนรู้มาจากเชียงใหม่ ผ้าไหมนี้จึงเรียกว่า “ชิมเหม่”
ได้เวลาแล้วลงเรือ เข้าสู่ที่พัก
ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ  ณ ภัตตาคาร

ที่พัก:

Inle Paradise Resort หรือ เทียบเท่า www.inleparadise.com/inle.htm

Day-6

 เฮโฮ – ย่างกุ้ง – กรุงเทพ

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
  จากนั้นล่องเรือกลับนองชเว   ถึงนองชเว  ออกเดินทางไปสนามบินที่เฮโฮ
09:10 ออกเดินทางโดย Air Mandalay  เที่ยวบินที่ 6T 402  สู่ย่างกุ้ง ( Yangon) [1:30 ชม.]
11:05 ถึงย่างกุ้ง (Yangon) 
เที่ยง

รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร

บ่าย ชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพม่า ซึ่งจัดแสดงกำเนิดและวิวัฒนาการของตัวอักษรมอญและพม่ารวมทั้งศิลาจารึกที่สำคัญต่างๆ ที่จารึกอยู่บนแผ่นทองคำ แผ่นเงิน แผ่นงาช้างและไม้ ชมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่างๆ ของพม่าที่ชั้นสอง ชมสิงหาสน์บัลลังก์องค์จริงซึ่งรอดจากการถูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะรัฐบาลอังกฤษอัญเชิญไปไว้ ณ พิพิธภัณฑ์กรุงลอนดอน และเพิ่งนำกลับมาจัดแสดง ท่านจะได้ชมภาพจำลองของราชบัลลังก์องค์อื่นๆ อีก 7 องค์ ซึ่งถูกไฟไฟม้ไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 หมดสิ้นแล้ว ภุมรินสนบัลลังก์ (บัลลังก์ผิ้ง) ปัทมาสนบัลลังก์(ดอกบัว) ท่านจะได้ชมเครื่องราชูปโภคที่ใช้ประกอบกับพระราชบัลลังก์องค์นี้อย่างครบถ้วน จากนั้นชมเครื่องมหัคฆภัณฑ์จัดแสดงเครื่องราชูปโภคที่สร้างขึ้นจากทองคำประดับอัญมณีที่มีค่า อาทิ เพชร ทับทิม มรกต ไข่มุก ซึ่งมีขนาดใหญ่มากทุกชิ้น และมีจำนวนมากมายหลายสิบรายการ ท่านจะตื่นตะลึงกับฝีมือช่างทองที่ละเอียดยิบยับที่ช่างปัจจุบันไม่สามารถทำได้อีกต่อไปแล้ว รวมทั้งขนาดและจำนวนของอัญมณี ท่านจะได้ชมเครื่องเรือนไม้และสลักโบราณ เครื่องเงินที่ฉลุลวดลายละเอียด รวมทั้งฉลองพระองค์ของพระเจ้าทีบและพระนางสุพยะลัดที่ทอและปักด้วยเส้นทองคำและทับทิมซึ่งแม้จะถูกขโมยและหลุดร่วงไปบ้างตามกาลเวลาแต่ก็ยังมองเห็นถึงสีแดงสดของทับทิมน้ำดีตลอดทั้งองค์ ถ้าเวลาให้ท่านเลือกซื้อสินค้าโบ๊คโจ๊คซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าจากทั่วทุกแห่งของพม่าได้เวลาแล้วเดินทางไปสนามบิน
19:40 ออกเดินทางโดยสายการบิน Thai Airways  เที่ยวบินที่ TG 306 [1:15 ชม.]
21:35

ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ

   

ราคาทัวร์ 
                           พักห้องคู่          ท่านละ      45,500  บาท
                           พักเดี่ยว      เพิ่มท่านละ                   บาท      

ราคานี้รวม          
1. ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด ตลอดการเดินทาง
2.ค่าพาหนะตลอดการเดินทาง
3.ค่าภาษีสนามบินทุกแห่ง
4.ค่าวีซ่าและค่าบริการจัดทำวีซ่า
5.ค่าอาหารจำนวนมื้อตามที่ระบุในรายการ
6.ค่าประกันภัยจากอุบัติเหตุ                                           
     - การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ท่านละ 400,000 บาท
     - การรักษาพยาบาล ท่านละ 100,000 บาท

ราคานี้ไม่รวม 
1.ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าโทรศัพท์ ค่าเครื่องดื่ม ค่าซักรีด
2.ค่าน้ำหนักกระเป๋าที่เกิน  20 กิโลกรัม (การเดินทางโดยเครื่องบิน)
3.ค่านำกล้องถ่ายรูปและกล้องวีดีโอเข้าไปในสถานที่บางแห่ง
4.ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
5.ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น

เอกสารการเดินทาง
1.หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า  6 เดือนนับจากวันเดินทาง
2. รูปถ่ายสี 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป


การชำระเงิน
ชำระค่ามัดจำ            ท่านละ 20,000 บาท  เมื่อทำการจองชำระส่วนที่เหลือ       ก่อนการเดินทาง 30 วัน

 
การจองทัวร์   บริษัทท่องศิลปะและวัฒนธรรมจำกัด
1.แจ้งทางโทรศัพท์ที่ 0-2953-9491-3, 0-2954-2893
2.กรอกใบจอง แจ้งทาง fax : 0-2954-3518

3.แจ้งทาง e-mail : mail@art-tour.net
4.การจองมีผลเมื่อชำระเงินมัดจำ

วิธีการชำระเงิน เงินสด
1.เงินสด หรือ เช็คโดยแจ้งให้เจ้าหน้าที่บริษัทฯเข้ารับ
2.เช็ค
  -ไม่รับเช็คต่างจังหวัด
  -.ชื่อในการสั่งจ่ายสอบถามจากเจ้าหน้าที่บริษัทฯ

3. โอนเงินสดผ่านธนาคาร
     3.1 BBL, SCB, Kbank, KTB, TMB, BAY
     3.2 เลขที่บัญชีติดต่อขอได้จากบริษัทฯ
     3.3 แฟกซ์ slip กลับมาที่ 0-2954-3518

การเปลี่ยนแปลงรายการ
  • การเดินทางอาจมีปัญหาเฉพาะหน้าขึ้น ผู้บริการขอสงวนสิทธิ์ที่จะแก้ไขสับเปลี่ยนรายการตามความจำเป็นและเหมาะสม แต่จะรักษาผลประโยชน์ของท่านตามสิทธิ์ที่มีและจะแจ้งให้ผู้เดินทางทราบก่อนทุกครั้ง
  •                                                                                                                   
    Art and Culture Tour.Co.,Ltd
    496 Soi 20 Tesabalnimitrnua Road Ladyao Jatujak Bangkok 10900 Thailand  Travel Permit License No.: 11/4951
       Tel: 0-2953-9491-3, 0-2954-2893  Fax: 0-2954-3518, e-mail:mail@art-tour.n
    et