จอร์แดน ชมเมืองเปตรา 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
กำหนดวันเดินทาง   :  

Day-1

                                                   กรุงเทพฯ     อัมมาน

22:00                    

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ   อาคารผู้โดยสารขาออกชั้น # 4  ทางเข้าหมายเลข # 8   (Entrance #9)  Row # S  Counter #4-9 สายการบินรอยัลจอร์แดนเนียน แอร์ไลน์   (Royal Jordanian Airlines)

23:35 ออกเดินทางด้วยสายการบินรอยัลจอร์แดนเนียน  แอร์ไลน์  (Royal Jordanian Airlines) เที่ยวบินที่ RJ 181  นำท่านเดินทางสู่กรุงอัมมาน  [8:45 ชั่วโมง]
   
Day-2

                                                     อัมมาน-อุมเกซ-เจอราส-เดดซีี

04:20

ถึงกรุงอัมมาน  (Amman) หลังผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว
นำท่านเข้าไปทำธุระส่วนตัวที่โรงแรม  และรับประทานอาหารเช้า (ยังไม่เข้า check - in)
เดินทางผ่านหุบเขาจอร์แดน (Jordan Valley) ไปยัง Umqais (100 กม.)  ระหว่างทางชมธรรมชาติอันงดงาม
ที่อุมเกซ (Umqais) เราจะได้ชมบริเวณชายแดนของ 3 ประเทศ คือ จอร์แดน ซีเรีย และอิสราเอล   จากจุดนี้จะมองเห็นที่ราบสูงโกลาน และทะเลสาบแกลิลีได้อย่างชัดเจน นำชมเมือง Gadaraเมืองเก่า ซึ่งเป็นเมืองที่สำคัญ หนึ่งในกลุ่มเมืองDecapolis หรือเมืองเอก 10 เมืองในสมัยกรีก เมือง Gadara สร้างโดย ปิโตเลมี หลังจากที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์สิ้นพระชนม์ แล้วเปลี่ยนมือไปอยู่ในการปกครองของโรมัน ต่อมาก็ตกเป็นของพวกอาหรับ ในตัวเมืองยังคงมีร่องรอย ของสภาพเมืองโรมัน ซึ่งประกอบไปด้วย โรงละคร  ถนนในเมือง โรงอาบน้ำ แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น  จากเมืองนี้เราจะได้เห็นที่ราบสูงโกลาน และทะเลสาบแกลิลี่ที่อยู่ในเขตอิสราเอล
เดินทางต่อสู่เมืองเจอราสถึงเมืองเจอราส  ซึ่งประกอบไปด้วย ชมแนวถนนซึ่งล้อมรอบด้วยเสาหินขนาดใหญ่ทั้งแบบ คอรินเธียน และ ไอโอนิค ชมโบสถ์เทพเจ้าเซอุส ไฮไลท์ คือ  โรงละครทางทิศใต้ (Roman Theater) ซึ่งมีขนาดใหญ่ และมีระบบเสียงที่ดีมาก ท่านสามารถทดสอบด้วยตัวเอง ปัจจุบันโรงละคร ได้รับการบูรณะจนสมบูรณ์เกือบ 100 เปอร์เซนต์  และยังคงใช้งานได้ มีการจัดการแสดงเป็นประจำ จากนั้นไปชมโบสถ์เซนต์จอห์น  ของศาสนาคริสต์ที่สร้างในสมัยไบแซนไทน์ (ศตวรรษที่ 3) ซึ่งมีงานโมเสคที่งดงาม  ที่พื้นปูด้วยโมเสค (Mosaic)  ชมวิหารอาร์ทีมิส ซึ่งสร้างบนฐานสูงเด่นเป็นสง่า  

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย เดินทางสู่เมืองเบททานี (Bethany) หรือ Baptism site เป็นสถานที่ที่เชื่อว่า จอห์น (John the Baptist)  ได้ทำพิธีชำระร่างกายให้พระเยซู เพื่อให้บริสุทธิ์ ที่แม่น้ำจอร์แดน เป็นต้นกำเนิดของพิธีศีลจุ่มต่อมาสถานที่นี้ได้รับการรับรองโดย นักวิชาการและสันตะปาปา John Paul II ได้เคยเสด็จมาทำพิธีที่นี่ด้วย
ได้เวลาเดินทางสู่บริเวณทะเลสาปเดดซี  (Deadsea)  พักผ่อนตามอัธยาศัยภายในโรงแรมที่พัก สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ลงเล่นน้ำในทะเลสาบเดดซี อันเป็นทะเลที่ขึ้นชื่อว่าเค็มที่สุดในโลกจนกระทั่งเราสามารถลอยตัวอยู่ในน้ำได้โดยไม่จม พอกโคลนรักษาผิวหรือจะเล่นน้ำในสนสระของโรงแรม 
ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารในโรงแรม

ที่พัก Dead Sea Spa Hotel  หรือเทียบเท่า 4*  [ http://www.jordandeadsea.com/ ]
Day-3

                                                     เดดซี-ภูเขาเนโบ-มาดาบา-ป้อมเครัก-เปตรา                           

เช้า

รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม  
เดินทางสู่ เขาเนโบ  (Mount Nebo) (5 กม.) ซึ่งคริสต์ชนบางส่วนเชื่อว่าเป็นจุดที่โมเสสขึ้นไปยืนมองเมืองเจริโก อันเป็นดินแดนที่พระผู้เป็นเจ้าสัญญาที่จะมอบให้ชาวอิสราเอล (Promised Land) และยังชื่อว่าเป็นสถานที่สิ้นชีพและฝังศพของศาสดาโมเสส มีการสร้างโบสถ์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.393  และจากนั้นมาก็มีการขยายต่อเติม จนกลายเป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ เช่นที่เห็นกันทุกวันนี้ สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่กางเขนใกล้แท่นบูชาที่แสดงจุดที่โมเสสเสียชีวิต   ชมทิวทัศน์อันงดงามของหุบเขาจอร์แดน ซึ่งสมารถมองเห็นแม่น้ำจอร์แดน ทะเลสาบเดดซี  หากอากาศดีท่านจะได้เห็นกรุงเยรูซาเล็มและเมืองเบธเลแฮม
ออกเดินทางสู่  เมืองโบราณ มาดาบา (Madaba) (33 กม.)  ที่มีผู้อยู่อาศัยติดต่อกันมากกว่า 4,500 ปี  และถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์เก่าหลายครั้งด้วยกัน  โดยเฉพาะในช่วงที่รุ่งเรืองระหว่างปี 850 ก่อนคริสต์กาล ชาวโมอาไบท์ (Moabites) ได้สร้างเมืองใหญ่เพื่อฉลองชัยชนะที่มีต่อชาวอิสราเอล  หลังจากโมอาไบท์และนาบาเทียนปกครองหลายร้อยปี  เมืองมาดาบานี้ก็ตกเป็นเมืองหนึ่งในอาณาจักรโรมันในปี ค.ศ.106 และเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งหลังจากอาณาจักรโรมันเสื่อมลง  และอาณาจักรไบเซนไทน์ เริ่มมีอำนาจแทนในศตวรรษที่ 5 ถึง 7   เมืองนี้ก็กลายเป็นศูนย์กลางแห่งคริสต์ศาสนาที่สำคัญ   โบสถ์ในแบบ ไบเซนไทน์จึงถูกสร้างขึ้นอย่างมากมาย  การตกแต่งพื้นและส่วนอื่นของโบสถ์ด้วยโมเสคที่มาดาบา ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในงานไบเซนไทน์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยตัวเนื้อโมเสคได้มาจากการตัดหินสีที่มีอยู่ใกล้เคียงเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยมือ  จึงไม่น่าแปลกใจว่า กว่า 1,400 ปีมาแล้วงานดังกล่าวยังมีสภาพดีเหมือนเดิมทำให้เราทราบเรื่องราวต่างๆ ที่สำคัญในยุคดังกล่าวจากภาพโมเสคและสีสันของหินสี อาทิ ภาพ ต้นไม้ นก ปลา และสัตว์ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีภาพที่เกี่ยวเนื่องกับเทพนิยายกรีกและโรมันปรากฏอยู่ด้วย   มาดาบาเริ่มเสื่อมลงตั้งแต่เสียเมืองให้กับอาหรับในปี ค.ศ.614 และถูกลืมไปจากประวัติศาสตร์  ในปี ค.ศ.749 เกิดแผ่นดินไหวทำให้เมืองล่ม  จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19  จึงถูกค้นพบอีกครั้งโดยความบังเอิญ  การค้นพบใน ปี ค.ศ.1897 ถือเป็นการค้นพบงานโมเสคจำนวนมากที่สุดในโลกเท่าที่เคยพบมา เมืองนี้จึงได้รับการขนานนามอีกชื่อว่า เมืองแห่งโมเสค นำชม โบสถ์ St. George  สร้างบนโบสถ์ไบเซนไทน์เก่า (ศตวรรษ ที่ 6)  ชมงานโมเสคขนาด 25x5 เมตร เป็นภาพแผนที่เมืองมาดาบาและดินแดนศักดิ์สิทธิ์เมื่อประมาณปี  ค.ศ. 560  ทางเหนือจรดเลบานอน ทางใต้จรดอียิปต์ ตะวันตกจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางตะวันออกเป็นมาดาบา  ภาพที่สำคัญเป็นภาพโมเสคที่เป็นรูปแผนที่ของกรุงเยรูซาเลมในยุคไบเซนไทน์ ทำให้นักโบราณคดีเริ่มประติดประต่อเรื่องราวต่างๆ ที่ยังขาดอยู่ได้ ชมอารมณ์ขันของช่าง ว่าปลาหนีตายจากทะเลเดดซีเป็นอย่างไร เป็นงานโมเสคที่หลงเหลือบางส่วน  ซึ่งคาดว่าทั้งภาพต้องใช้หินสีขนาดเล็กกว่า 2 ล้านชิ้น

เที่ยง

รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร

บ่าย ได้เวลาแล้วเดินทางไปตามถนน Kings Highway หรือ Royal Road ซึ่งเป็นเส้นทางโบราณที่เชื่อมต่ออาณาจักรเก่าแก่ Ammon, Moab และ Edam ต่อมาพวกนามาเทียนได้ใช้เป็นเส้นทางการค้าไปสู่คาบสมุทรอาราเบีย ขนส่งสินค้าที่สำคัญเช่น กำยาน เครื่องเทศ และเครื่องหอมอื่นๆ เส้นทางนี้งดงามด้วยหุบเขาที่เกิดจากรอยแยกของเปลือกโลก เป็นทิวทัศน์ที่แปลกตาน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง จนถึงป้อม เครัก (86 กม.)
ชม ป้อมเครัก (Karak)  สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1132   โดยกษัตริย์บอลดวินที่ 1  แห่งกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นกษัตริย์ในยุคของสงครามศาสนาครูเสค  (Crusade)  ทั้งนี้เพื่อเป็นปราการด่านแรกในการปกป้องกรุงเยรูซาเล็มจากการรุกรานของนักรบชาวอาหรับ ซึ่งเคยยึดกรุงเยรูซาเล็มได้  และกลายเป็นประเด็นที่ชาวคริสต์ในยุโรปต้องการขับไล่ชาวอาหรับให้พ้นไปจากเยรูซาเล็ม จนกลายเป็นสงครามทางศาสนา (Crusade)  ในสมัยกลาง ตัวป้อมตั้งอยู่บนที่สูงสามารถจะมองเห็นข้าศึกได้แต่ไกล    ป้อมนี้ได้รับการก่อสร้างแบบยุโรปมีความแข็งแรงจนยากที่จะเข้ายึดป้อมนี้ได้  อย่างไรก็ตามนักรบชาวอาหรับที่ชื่อว่า”ซาลาฮาดีน” ซึ่งเป็นนักรบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในโลกอาหรับก็สามารถยึดป้อมดังกล่าวได้ในปี ค.ศ. 1188  และหลังจากนั้นป้อมคูเสดอื่นๆ ก็ล่มสลายลงหมด  (เรื่องนี้เคยทำเป็นภาพยนตร์ Hollywood  เรื่อง  Kingdom Of Heaven)
นำชมคอกม้า  ห้องเก็บน้ำสำหรับใช้ในป้อม  ห้องเก็บเสบียงคลัง  ห้องพัก  และห้องต่างๆ จากนั้นเดินทางต่อไป  ยังเมือง เปตรา (Petra)  แล้วนำคณะเดินทางสู่ที่พัก (140 กม.)
ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ  ณ ภัตตาคาร

ที่พัก:

Crown  Plaza , Petraหรือเทียบเท่า 4*  [ http://www.petra.crowneplaza.com ]

Day-4

                                                    เปตรา

เช้า

รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม  

  เดินทางสู่ประตูทางเข้าเมืองเปตรา (Petra)  นำชมเมืองเปตราซึ่งเป็นเมืองหลวงของชาวนาบาเทียน  ที่ซุกซ่อนตัวเองอยู่ในหุบเขา  ยากแก่การเข้าโจมตี  เราจะเดินผ่านทางที่เกิดจากรอยแยกของหินทรายสีแดงดอกกุหลาบ  เมืองนี้จึงได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า  Red – Rose City  ระหว่างทางเดินแสงแดดที่ตกต้องหินในเหลี่ยมมุมต่างๆ  จะทำให้สีของหินเปลี่ยนไป ไล่ระดับจากสีชมพู  แดง  ส้ม  ไปจนถึงสีส้มจัด  น่าแปลกตาแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง   ระหว่างทางเราจะแวะชมภาพสลักหิน เป็นรูปเทพเจ้าที่ชาวนาบาเทียนเคารพเรียกว่า Dushara รวมทั้งภาพขบวนอูฐของพ่อค้าที่เดินทางเข้า และออกเมืองเปตรา และชมรางส่งน้ำสำหรับใช้ในเมือง แยกเป็นท่อดินเผาสำหรับน้ำดื่ม และรางสำหรับน้ำที่ใช้ในการเกษตร
สุดทางท่านจะต้องตื่นตะลึงกับ คาเนสห์ (Khazneh) ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ซึ่งเป็นวิหารขนาดใหญ่ เกิดจากการขุดภูเขาทั้งลูกเข้าไปเป็นห้องกว้าง เป็นฉากที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง อินเดียนาโจน  ที่มหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง  จากนั้นท่านจะได้ชมตัวเมืองที่ประกอบไปด้วย พระราชวัง  โบสถ์  โรงละคร  วิหาร บนเขา  ตลอดสองข้างทางความยาวกว่า  4  กม.  ที่ท่านจะประทับใจไปตลอดกาล
เที่ยง

รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร

บ่าย

มีเวลาให้เที่ยวชมเมืองเปตราอย่างจุใจ   ท่านสามารถเดินขึ้นไปบนวิหารใหญ่ซึ่งต่อมาชาวคริสต์ได้มาใช้สถานที่แห่งนี้แล้วดัดแปลงเป็นโบสถ์ แสงอาทิตย์ยามบ่ายจะทำให้หินทรายเปลี่ยนสีไ  ปตามอารมณ์และจินตนาการของแต่ละคน   ผู้ที่ยังมีแรงจะเดินต่อเข้าไปจนถึงวิหารชั้นในสุด  Al Deir ซึ่งหลบซ่อนอยู่หลังเขา ว่ากันว่างดงามมากกว่า คาเนสห์ ซึ่งเป็นวิหารชั้นนอก ท่านจะมีเวลาเป็นอิสระได้เดินชมตามใจชอบ   หมดแรงแล้วก็เดินทางกลับไปสู่ที่พัก ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากทางเข้า สู่เมืองเปตร้า  (หรือหากต้องการนั่งรถม้า ก็สามารถตกลงราคากับชาวเบดูอินได้  )

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง

ที่พัก: Crown  Plaza , Petraหรือเทียบเท่า 4*  [ http://www.petra.crowneplaza.com ]
Day-5

                                                     เปตรา-วาดิรุม-อัมมาน               

เช้า

รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม  

  ออกเดินทางไป วาดิรุม  (Wadi Rum) [60 กม.]  ซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นทะเลทรายและโกรกเขาโบราณ เปลี่ยนพาหนะเป็นรถจิ๊บเดินทางเข้าไป ชมธรรมชาติที่งดงามด้วยภูเขาสลับกับเนินทราย บางตอนเป็นถ้ำซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถ้าท่านเคยชมภาพยนต์เรื่อง Lowrence of Arabia คงจะจำภาพของพระเอกในเรื่อง (โอมาชารีฟ) ซึ่งถูกส่งมาประจำกองทัพของอังกฤษที่เข้ามายึดจอร์แดน Sir Lowrence  มาหัดขี่อูฐ และได้พบกับเจ้าชายอาลีเป็นครั้งแรกภาพยนต์เรื่องนี้ถ่ายทำที่วาดิรุมนี้เกือบครึ่งเรื่อง ถ้าจำได้ก็จะรู้ว่าธรรมชาติสวยงามขนาดไหน
เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง Wadi Rum Resthouse

บ่าย เดินทางเข้ากรุงอัมมาน  ตามถนนไฮเวย์สายใหม่ (Desert Highway) (300 กม.)
ถึงอัมมาน นำท่านเช็คอินเข้าสู่ที่พัก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร ในโรงแรม   
ที่พัก : Century Park Hotel, Amman  หรือเทียบเท่า  4*   [  http://www.centurypark-hotel.com ]
Day-6 

                                                   อัมมาน- Desert Castles – Departure                       

เช้า

รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม  

  นำชมกรุงอัมมาน เมืองหลวงจอร์แดน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนมาตั้งแต่สมัยโบราณ และต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน
เดินทางขึ้นไปบนยอดเนินสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของป้อมโรมันโบราณ (Citadel Jebel al-Qala’a) เราจะได้เห็นภาพของกรุงอัมมานแบบมุมกว้าง เห็นบ้านเรือนสร้างด้วยหิน หรือปูนสีขาวเป็นแท่งสี่เหลี่ยมแน่นขนัดดูแปลกตา บนเนินเขาแห่งนี้ยังคงมีวิหารของเฮอร์คิวลิส โบสถ์ในยุคของไบเซนไทน์ รวมทั้งสุเหร่าของพวกมุสลิม สมัยอุมมายัดเนื่องจากที่บริเวณนี้เคยเป็นศูนย์กลางของการเมืองมาตลอด
ชมพิพิธภัณฑ์ แห่งกรุงอัมมาน เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก งานที่สำคัญคือ  Dead sea Scroll    ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญที่ทำให้ทราบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในครั้งคริสตกาล  นำชมโรงละคร (Roman Theater) ซึ่งได้รับการบูรณะจนสมบูรณ์แบบอีกแห่งหนึ่ง
เที่ยง

รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร

บ่าย ออกเดินทางไปทางตะวันออกของกรุงอัมมาน สู่บริเวณ Desert Castles
นำชมกลุ่มปราสาทของราชวงศ์อุมมายัด (Umayyad)   ตั้งอยู่กลางทะเลทราย ซึ่งมีอยู่หลายหลัง:
เดินทางต่อไปยังอัซรัค (Azraq)  ซึ่งเป็นป้อมเก่าแก่ อาจจะสร้างมาตั้งแต่สมัยนาบาเทียน แล้ วถูกใช้ต่อมาในสมัยโรมันจนถึงยุคไบเซนไทน์  ตลอดจนสมัยราชวงศ์ Ayubbids เป็นป้อมที่แข็งแรงมากสร้างด้วยหินบาซอลท์ ป้อมนี้มีชื่อเสียง เพราะเคยเป็นที่อยู่ของ T.E. Lawrence  เราจะได้เข้าไปชมห้องพักของเขาซึ่งเป็นฉากหนึ่งที่เขาเขียนถึงในหนังสือเรื่อง Seven  Pillars of  Wisdom
Qasr Kharana ซึ่งได้รับการบูรณะอย่างดี เชื่อว่าปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดแวะพัก บนเส้นทางการค้าระหว่างกรุงอัมมานกับกรุงดามัสกัส ภายในปราสาทมีห้อง  ต่างๆ มากมาย ต่อจากนั้นไปชม Qusayr Amra ซึ่งเป็นสถานที่อาบน้ำ เชื่อว่าสร้างโดยกาหลิบวาลิดที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สร้างสุเหร่าใหญ่ที่กรุงดามัสกัส เป็นที่พักผ่อนสำราญของผู้นำในยุคนั้น เราจะได้มีโอกาสเปรียบเทียบ สถานที่อาบน้ำของอุมมายัด กับที่อาบน้ำของโรงแรม ภายในมีห้องร้อน ห้องเย็น ห้องบัลลังก์ และยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเหลือให้เห็นอยู่ ปัจจุบัน Qusayr  Amra ได้รับการขึ้นทะเบียเป็นมรดกโลกแล้ว  
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ ภัตตาคาร Kan Saman  ซึ่งสร้างอยู่บนเนินเขาเป็นลักษณะป้อมโบราณสวยงาม
ได้เวลาแล้วเดินทางไปสนามบิน   
Day-7 

                                                      อัมมานกรุงเทพ

00:55

ออกเดินทางสายการบินรอยัลจอร์แดนเนียน แอร์ไลน์  (Royal Jordanian Airlines)  เที่ยวบินที่ RJ 182 สู่กรุงเทพฯ  [9:05 ชม.]

14:25   

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

ราคาทัวร์   
                                พักห้องคู่                                ท่านละ     75,500  บาท
                                พักห้องเดี่ยว                            ท่านละ      6,500  บาท      

ราคานี้รวม          
1. ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด ตลอดการเดินทาง
2.ค่าพาหนะตลอดการเดินทาง
3.ค่าภาษีสนามบินทุกแห่ง
4.ค่าวีซ่าและค่าบริการจัดทำวีซ่า
5.ค่าโรงแรมที่พักห้องแบบมาตรฐาน
6. ค่าอาหารจำนวนมื้อตามที่ระบุในรายการ
7.ค่าประกันภัยจากอุบัติเหตุ
      7.1.การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ท่านละ 400,000 บาท
      7.2.การรักษาพยาบาล ท่านละ 100,000 บาท

ราคานี้ไม่รวม 
1.ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าโทรศัพท์ ค่าเครื่องดื่ม ค่าซักรีด
2.ค่าน้ำหนักกระเป๋าที่เกิน  20 กิโลกรัม (การเดินทางโดยเครื่องบิน)
3.ค่านำกล้องถ่ายรูปและกล้องวีดีโอเข้าไปในสถานที่บางแห่ง
4.ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
5.ค่าทิปไกด์ท้องถิ่นและคนขับรถ ท่านละ 2 ยูโร /คน/วัน
6.ค่าน้ำดื่มบริการบนรถ

เอกสารการขอวีซ่า
1.หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า  6 เดือนนับจากวันเดินทาง
2. รูปถ่ายสี 2 นิ้ว จำนวน 4 รูป
3. สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน


4.หลักฐานการเงิน (สามารถใช้ถ่ายจากสมุดเงินฝากย้อนหลัง)
5.หลักฐานการทำงาน
6.อื่นๆ............................................
การชำระเงิน
1.ชำระเงิน ค่ามัดจำ ท่านละ       40,000 บาท       เมื่อทำการจอง
2.ชำระเงินส่วนที่เหลือ  30 วัน ก่อนการเดินทาง              
 
การจองทัวร์   บริษัทท่องศิลปะและวัฒนธรรมจำกัด
1.แจ้งทางโทรศัพท์ที่ 0-2953-9491-3, 0-2954-2893
2.กรอกใบจอง แจ้งทาง fax : 0-2954-3518



3.แจ้งทาง e-mail : mail@art-tour.net
3.การจองมีผลเมื่อชำระเงินมัดจำ

วิธีการชำระเงิน เงินสด
1.เงินสด หรือ เช็คโดยแจ้งให้เจ้าหน้าที่บริษัทฯเข้ารับ
2.เช็ค
  -ไม่รับเช็คต่างจังหวัด
  -.ชื่อในการสั่งจ่ายสอบถามจากเจ้าหน้าที่บริษัทฯ

3. โอนเงินสดผ่านธนาคาร
     3.1 BBL, SCB, Kbank, KTB, TMB, BAY
     3.2 เลขที่บัญชีติดต่อขอได้จากบริษัทฯ
    3.3 แฟกซ์ slip กลับมาที่ 0-2954-3518

 

การเปลี่ยนแปลงรายการ
     การเดินทางอาจมีปัญหาเฉพาะหน้าขึ้น ผู้บริการขอสงวนสิทธิ์ที่จะแก้ไขสับเปลี่ยนรายการตามความจำเป็นและเหมาะสม แต่จะรักษาผลประโยชน์ของท่านตามสิทธิ์ที่มีและจะแจ้งให้ผู้เดินทางทราบก่อนทุกครั้ง

Art and Culture Tour.Co.,Ltd
496 Soi 20 Tesabalnimitrnua Road Ladyao Jatujak Bangkok 10900 Thailand  Travel Permit License No.: 11/4951
   Tel: 0-2953-9491-3, 0-2954-2893  Fax: 0-2954-3518, e-mail:mail@art-tour.net